กลับไปหน้าบทความ

ป้องกันสมองเสื่อมได้เกือบครึ่ง: 14 ปัจจัยที่คุณเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้

20 เมษายน 2569
ป้องกันสมองเสื่อมได้เกือบครึ่ง: 14 ปัจจัยที่คุณเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้

ลองนึกภาพนี้: ผู้สูงอายุชาวไทยมากกว่า 800,000 คน กำลังใช้ชีวิตอยู่กับภาวะสมองเสื่อม (dementia) และทุกปีตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอีกราว 100,000 คน ตามข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นั่นคือทุกๆ 5 นาทีจะมีคนไทยคนหนึ่งที่เริ่มก้าวเข้าสู่โลกที่ความทรงจำและความเป็นตัวเองค่อยๆ เลือนหายไป

แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว งานวิจัยระดับโลกกำลังบอกว่า เราสามารถป้องกันหรือชะลอภาวะสมองเสื่อมได้เกือบครึ่งหนึ่ง ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และการป้องกันนั้นเริ่มได้ตั้งแต่วัย 40 — ไม่ใช่รอให้แก่แล้วค่อยคิด


ทำไมสมองเสื่อมจึงเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ

ประเทศไทยเพิ่งก้าวข้ามเส้นสำคัญในปี 2567 เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทะลุร้อยละ 20 อย่างเป็นทางการ หมายความว่าเราได้เป็น "สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์" (super-aged society) แล้ว ในบริบทนี้ ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่ปัญหาของผู้สูงอายุคนเดียว แต่คือภาระที่ตกทอดมายังลูกหลานและครอบครัว เนื่องจากระบบการดูแลในไทยยังพึ่งพาครอบครัวเป็นหลัก

ถ้าแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแทรกแซง คาดว่าในปี 2593 ไทยจะมีผู้ป่วยสมองเสื่อมสูงถึง 2 ล้านคน


รายงานสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองเรื่องสมองเสื่อม

ในปี 2567 วารสารการแพทย์ The Lancet ได้เผยแพร่รายงานฉบับปรับปรุงของคณะกรรมาธิการแลนเซ็ต (Lancet Commission) ชื่อ "Dementia prevention, intervention, and care: 2024 report" ซึ่งถือเป็นรายงานที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดในโลกด้านการป้องกันภาวะสมองเสื่อม

ผลการวิเคราะห์งานวิจัยจากทั่วโลกพบข้อสรุปสำคัญ: ผู้ป่วยสมองเสื่อมทั่วโลกมากถึงร้อยละ 45 สามารถป้องกันหรือชะลอได้ หากลดปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้จำนวน 14 ข้อ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40 ในรายงานฉบับก่อน และในครั้งนี้ยังมีการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงใหม่อีก 2 ข้อที่ยังไม่เคยปรากฏในรายงานก่อนหน้า

สิ่งที่ทำให้รายงานฉบับนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษคือ มันไม่ได้มาจากงานวิจัยชิ้นเดียว แต่เป็นการสังเคราะห์หลักฐานจากงานวิจัยหลายร้อยชิ้นทั่วโลก ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่หลากหลาย


14 ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ จัดตามช่วงชีวิต

รายงานแลนเซ็ตแบ่งปัจจัยเสี่ยงตามช่วงวัย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการป้องกันสมองเสื่อมเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้เฉพาะในวัยชรา:

วัยเด็กและเยาวชน (ก่อนอายุ 18 ปี)

1. การศึกษาที่น้อยเกินไป — สมองที่ได้รับการกระตุ้นและฝึกฝนตั้งแต่เด็กจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า "สำรองสมอง" (cognitive reserve) ซึ่งช่วยให้สมองทนต่อความเสื่อมได้นานกว่าในวัยสูงอายุ ประเด็นนี้บ่งชี้ว่าการลงทุนในการศึกษาของเด็กไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพสมองในระยะยาว

วัยกลางคน (อายุ 40–65 ปี)

2. การสูญเสียการได้ยิน (hearing loss) ที่ไม่ได้รับการแก้ไขด้วยเครื่องช่วยฟัง ทำให้สมองทำงานหนักขึ้นในการประมวลผลเสียง และอาจลดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

3. การบาดเจ็บที่ศีรษะ (traumatic brain injury) เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์หรือการเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยง

4. ความดันโลหิตสูง (hypertension) ซึ่งทำลายหลอดเลือดสมองในระยะยาวโดยไม่แสดงอาการ

5. การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป (alcohol misuse) มีผลโดยตรงต่อการทำลายเนื้อเยื่อสมอง

6. โรคอ้วน (obesity)

7. ระดับไขมัน LDL สูง (high LDL cholesterol) ⬅ ปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เพิ่มในปี 2567

วัยสูงอายุ (65 ปีขึ้นไป)

8. การสูบบุหรี่ (smoking)

9. ภาวะซึมเศร้า (depression) ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงสมองเสื่อมในทุกช่วงวัย ไม่เฉพาะในวัยชรา

10. การโดดเดี่ยวทางสังคม (social isolation)

11. การไม่ออกกำลังกาย (physical inactivity)

12. โรคเบาหวาน (diabetes)

13. มลภาวะทางอากาศ (air pollution) ซึ่งเป็นปัจจัยระดับสิ่งแวดล้อมที่บุคคลควบคุมได้บางส่วน

14. การมองเห็นบกพร่องที่ไม่ได้รับการรักษา (untreated vision loss) ⬅ ปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เพิ่มในปี 2567


สองปัจจัยใหม่ที่คนไทยควรใส่ใจเป็นพิเศษ

ไขมัน LDL: ปัญหาของหัวใจที่กลายเป็นปัญหาของสมอง

คณะกรรมาธิการฯ วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมศึกษามากกว่า 1 ล้านคน รวมถึงการวิเคราะห์เชิงพันธุกรรม (Mendelian randomization) จาก 27 งานวิจัย และพบว่าระดับไขมัน LDL ที่สูงในวัยกลางคนสามารถเพิ่มความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประมาณว่าปัจจัยนี้อาจมีส่วนทำให้เกิดผู้ป่วยสมองเสื่อมทั่วโลกถึงร้อยละ 7

นั่นหมายความว่า การตรวจเลือดเพื่อดูระดับไขมันประจำปี ซึ่งสิทธิ์สปสช. ครอบคลุมสำหรับผู้ใหญ่ทุกคน ไม่ได้เป็นแค่การดูแลสุขภาพหัวใจอีกต่อไป แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพสมองในระยะยาวด้วย

การมองเห็น: ดวงตาที่เชื่อมโยงกับสมอง

การมองเห็นที่บกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือต้อกระจก (cataract) ที่ยังไม่ได้รับการรักษา ทำให้สมองได้รับข้อมูลจากโลกภายนอกน้อยลง การขาดสิ่งกระตุ้นนี้สะสมเป็นความเสี่ยงในระยะยาว รายงานประมาณว่าปัจจัยนี้มีส่วนในผู้ป่วยสมองเสื่อมทั่วโลกประมาณร้อยละ 2

สำหรับบริบทไทย ปัจจัยทั้งสองนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่การเข้าถึงจักษุแพทย์และอายุรแพทย์ยังเป็นความท้าทาย


เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้: 5 สิ่งที่ทำได้จริง

รายงานแลนเซ็ตไม่ได้เป็นแค่ข้อเท็จจริงทางวิชาการ แต่เป็นคำแนะนำที่แปลงเป็นการกระทำได้จริง:

1. ตรวจสุขภาพประจำปีให้ครบถ้วน โดยเฉพาะหลังอายุ 40 ปี อย่าลืมขอตรวจความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และระดับไขมัน LDL เพราะสิทธิ์สปสช. ครอบคลุมการตรวจเหล่านี้

2. อย่าปล่อยให้ปัญหาการมองเห็นและการได้ยินค้างอยู่โดยไม่รักษา หากสงสัยว่าสายตาเสื่อมหรือได้ยินลดลง ให้รีบพบแพทย์ การรักษาแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่แค่ช่วยคุณภาพชีวิตในวันนี้ แต่อาจช่วยปกป้องสมองในระยะยาว

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งานวิจัยแสดงว่าการเดินเร็ว 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์มีผลดีต่อสุขภาพสมอง ไม่ต้องเป็นนักกีฬาระดับแชมป์ก็ทำได้

4. ดูแลสุขภาพจิตอย่างจริงจัง ภาวะซึมเศร้า (depression) เป็นปัจจัยเสี่ยงข้ามทุกช่วงวัย ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการ ควรพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

5. รักษาความสัมพันธ์ทางสังคม การพูดคุย การมีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น การเข้าร่วมชุมชนหรือกลุ่มอาสาสมัคร ล้วนเป็นการกระตุ้นสมองที่มีคุณค่าและไม่มีค่าใช้จ่าย

สมองเสื่อมไม่ใช่โชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่สะสมมาตลอดชีวิต และนั่นหมายความว่าการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำในทุกวัน — การไปตรวจสุขภาพ การออกไปเดินเล่นกับเพื่อน การไม่ปล่อยให้ปัญหาสุขภาพค้างไว้โดยไม่รักษา — ล้วนเป็นการลงทุนในสมองของตัวเองสำหรับอนาคต


เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการดูแลสุขภาพของท่าน


แหล่งอ้างอิง

  1. Livingston G et al. "Dementia prevention, intervention, and care: 2024 report of the Lancet standing Commission." The Lancet, 2024. https://www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140-6736(24)01296-0/abstract รายงานหลักของ Lancet Commission ว่าด้วยการป้องกัน การแทรกแซง และการดูแลภาวะสมองเสื่อม ฉบับปรับปรุงปี 2567 ระบุปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ 14 ข้อ ซึ่งอาจป้องกันผู้ป่วยได้ถึงร้อยละ 45

  2. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. "กรมสุขภาพจิต เผยผู้สูงวัยไทยสมองเสื่อม 8 แสนกว่าคน." https://dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=27994 ข้อมูลสถิติผู้ป่วยสมองเสื่อมในประเทศไทยและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นจากหน่วยงานราชการ Tier 1

  3. EurekAlert! / The Lancet Press Release. "The Lancet: Nearly half of dementia cases could be prevented or delayed by tackling 14 risk factors starting in childhood, including two new risks—high cholesterol and vision loss." https://www.eurekalert.org/news-releases/1052982 ข่าวสรุปงานวิจัย Lancet Commission 2024 ครอบคลุมการค้นพบสำคัญในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย

  4. Alzheimer Europe. "2024 Lancet Commission underscores the potential for dementia risk reduction, identifying 14 modifiable risk factors across the life course." https://www.alzheimer-europe.org/news/2024-lancet-commission-underscores-potential-dementia-risk-reduction-identifying-14-modifiable บทสรุปเชิงนโยบายจาก Alzheimer Europe เกี่ยวกับรายงาน Lancet Commission 2024

  5. Statista. "Thailand: projected number of people with dementia 2050." https://www.statista.com/statistics/738360/thailand-projected-number-of-people-with-dementia/ ข้อมูลการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยสมองเสื่อมในประเทศไทยถึงปี 2593 (Tier 2 — ใช้เพื่อบริบทเท่านั้น)


แบ่งปันบทความนี้

หากคุณเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ สามารถส่งต่อให้คนที่คุณรักได้เลยครับ

Taxi Support

โรสวูด อพาร์ทเม้นท์ เลขที่ 658 ซอยศรีด่าน 3 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

Open in Google Maps
EN