กลับไปหน้าบทความ

ยาเยอะ ไม่ใช่ดีเสมอไป: เจาะลึกภาวะยาหลายขนานในผู้สูงอายุกลุ่มโรคซับซ้อน

14 พฤษภาคม 2569
ยาเยอะ ไม่ใช่ดีเสมอไป: เจาะลึกภาวะยาหลายขนานในผู้สูงอายุกลุ่มโรคซับซ้อน

ลองนึกภาพนี้ดูนะครับ: คุณพ่อวัย 72 ปีตื่นเช้ามาพร้อมกับกล่องยาที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะอาหาร — ยาความดัน ยาเบาหวาน ยาไขมัน ยานอนหลับ วิตามิน และยาแก้ปวดข้อ รวมแล้วเกือบสิบเม็ดก่อนอาหารเช้า นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกในครัวเรือนไทยที่มีผู้สูงอายุเลยครับ แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ คือการรับประทานยาหลายชนิดพร้อมกันนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาได้มากกว่าที่คิด

ข้อมูลจากคลินิกอายุรกรรมนอก โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นสถานพยาบาลระดับตติยภูมิที่ดูแลผู้ป่วยที่มีความเข้มข้นและซับซ้อนของโรคสูง พบว่าผู้สูงอายุที่มารับบริการถึงร้อยละ 74.8 อยู่ในภาวะยาหลายขนาน (polypharmacy) ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าคุณหมอทำผิดพลาดนะครับ แต่เป็นภาพสะท้อนว่าระบบการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคเรื้อรังร่วมกันหลายโรคนั้นมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง และการปรับเพิ่มยาเพื่อรักษาตามแนวทางของแต่ละโรคอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงได้ครับ


ยาหลายขนานคืออะไร และทำไมจึงเป็นปัญหา

ภาวะยาหลายขนาน (polypharmacy) หมายถึงการรับประทานยาตั้งแต่ 5 ชนิดขึ้นไปพร้อมกันเป็นประจำ ซึ่งเป็นนิยามสากลที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และงานวิจัยส่วนใหญใช้อ้างอิงครับ โรคเรื้อรังในผู้สูงใหญ่มักมาเป็นกลุ่ม เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้ยาหลายประเภท แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยรับบริการจากแพทย์หลายท่านในต่างคลินิก โดยไม่มีการบูรณาการหรือทบทวนรายการยาร่วมกันในภาพรวม

การทบทวนวรรณกรรมในวารสาร The Lancet Healthy Longevity ปี 2024 ชี้ว่าผู้สูงอายุทั่วโลกเฉลี่ยร้อยละ 45 มีภาวะยาหลายขนาน และในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบาง (frailty) ตัวเลขนั้นพุ่งสูงถึงร้อยละ 59 เลยทีเดียวครับ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากรายงานทางเทคนิคขององค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อปี 2019 ระบุว่า ผู้ที่รับประทานยาตั้งแต่ 5–9 ชนิด มีโอกาสสูงถึงร้อยละ 50 ที่จะเผชิญกับปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์จากยา (Adverse Drug Reactions: ADR)

ยาแต่ละตัวได้รับการออกแบบและทดสอบประสิทธิภาพแยกกัน เมื่อนำมารับประทานร่วมกันเป็นจำนวนมาก ยาบางคู่อาจเกิดอันตรกิริยาระหว่างยา (Drug-Drug Interactions) จนเสริมฤทธิ์กันเกินขนาด ต้านฤทธิ์กันเอง หรือก่อพิษต่อร่างกายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการขจัดยาเริ่มลดลงตามวัยครับ


สถานการณ์ในประเทศไทย: สถิติเฉพาะกลุ่มที่ต้องทำความเข้าใจ

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 13.6 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินร้อยละ 28 ภายในปี พ.ศ. 2574 ปัญหายาหลายขนานจึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญในเชิงระบบสาธารณสุขครับ

อย่างไรก็ดี อัตราความชุกของภาวะยาหลายขนานในประเทศไทยนั้นมีความผันแปรค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ร้อยละ 29 ไปจนถึงร้อยละ 75 ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่ เกณฑ์อายุ และระดับของสถานพยาบาลที่ทำการศึกษาครับ โดยกลุ่มผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหรือโรงพยาบาลศูนย์มักมีสถิติที่สูงกว่าเนื่องจากความซับซ้อนของโรค

ตัวอย่างผลการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยนอกสูงอายุ ณ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รายงานตัวเลขเชิงลึกที่น่าสนใจภายในกลุ่มประชากรศึกษา ดังนี้ครับ:

  • ร้อยละ 74.8 ของผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะยาหลายขนาน (รับประทานยาตั้งแต่ 5 ชนิดขึ้นไป)
  • ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะยาหลายขนานนี้ พบความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug-Drug Interactions) สูงถึงร้อยละ 91.4
  • พบอัตราการได้รับยาที่เกินความจำเป็นทางคลินิก (Unnecessary Medications) อยู่ที่ร้อยละ 72.4
  • พบสัดส่วนการได้รับยาที่อาจไม่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ (Potentially Inappropriate Medications — PIMs) ร้อยละ 62.9

ในทางกลับกัน หากพิจารณาผลการศึกษาในบริบทหน่วยบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit) ของโรงพยาบาลตติยภูมิในไทย พบว่าอัตราความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยาลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 16 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระดับความรุนแรงของปัญหาแปรผันตามความซับซ้อนของกลุ่มอาการโรคเป็นหลักครับ

นอกจากนี้ งานวิจัยเชิงประจักษ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาปี 2568 ยังชี้ให้เห็นว่าภาวะยาหลายขนานมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการไม่ร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย (Medication Non-adherence) กล่าวคือ ยิ่งรายการยามากและซับซ้อน ผู้สูงอายุยิ่งมีแนวโน้มที่จะรับประทานยาไม่ครบหรือผิดพลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้การควบคุมโรคเรื้อรังไม่มีประสิทธิภาพครับ


ผลกระทบทางคลินิกที่ซ่อนอยู่

การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามอายุขัย ส่งผลให้ปริมาณไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับมวลน้ำ ยาที่ละลายในไขมันจึงสะสมและคงค้างอยู่ในร่างกายได้ยาวนานกว่าปกติครับ ประกอบกับการกรองของไตและการทำลายยาที่ตับลดลง ส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการอันไม่พึงประสงค์ทางคลินิกที่พบบ่อย ดังนี้:

ความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหัก: ยาในกลุ่มลดความดันโลหิต ยานอนหลับ และยาแก้วิงเวียนศีรษะ อาจก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension) หรือมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการเสียการทรงตัวและหกล้มได้ง่ายขึ้นครับ

ภาวะสมองสับสนเฉียบพลัน (Delirium): ยาที่มีฤทธิ์ต้านสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน (Anticholinergic activity) เช่น ยาแก้แพ้รุ่นเก่า ยาคลายกล้ามเนื้อ และยารักษาอาการทางจิตเวชบางชนิด สามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุได้ครับ

การทำลายหน้าที่ของไต: การใช้ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ร่วมกับยาลดความดันโลหิตบางกลุ่มในผู้ป่วยที่การทำงานของไตบกพร่องเดิมอยู่แล้ว อาจเร่งให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันหรือไตเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น

ความเสี่ยงต่อการเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน: หลักฐานทางระบาดวิทยาชี้ว่า ภาวะยาหลายขนานมีความเชื่อมโยงโดยตรงต่อการเพิ่มอัตราการเข้ารับบริการ ณ ห้องฉุกเฉิน และการนอนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นความเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ (Preventable Harm) ครับ


การลดยา (Deprescribing): แนวทางและหลักฐานเชิงประจักษ์ในปัจจุบัน

กระบวนการลดยา (Deprescribing) คือแนวปฏิบัติทางการแพทย์ในการทบทวน วิเคราะห์ และหยุดการใช้ยาอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดรายการยาที่ส่งผลเสียหรือมีความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ทางคลินิกครับ

หลักฐานทางวิชาการและการทบทวนวรรณกรรมระบบในช่วงปี 2567–2568 ยืนยันตรงกันว่า กระบวนการลดยาภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญมีความปลอดภัยสูง สามารถทำได้จริง และช่วยลดภาระการกินยา (Pill Burden) รวมถึงลดโอกาสเกิดอันตรกิริยาระหว่างยาได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ อย่างไรก็ตาม ในแง่ของผลลัพธ์ทางคลินิกขั้นปลาย (Hard Outcomes) เช่น อัตราการเสียชีวิตโดยรวม (All-cause Mortality) หรืออัตราการกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาล ข้อมูลเชิงประจักษ์ในปัจจุบันยังคงมีผลลัพธ์ที่หลากหลาย และยังอยู่ระหว่างการติดตามศึกษาในระยะยาวครับ

ในทางปฏิบัติ คุณหมอและเภสัชกรจะใช้เครื่องมือมาตรฐานสากล เช่นเกณฑ์ Beers Criteria ของสมาคมผู้สูงอายุอเมริกัน (AGS) หรือเกณฑ์ STOPP/START Criteria ของยุโรป มาเป็นกรอบคัดกรองเพื่อค้นหาและประเมินความเหมาะสมของยาก่อนทำการปรับลดอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ


ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว

เพื่อความปลอดภัยและความร่วมมือในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ครอบครัวผู้สูงอายุสามารถปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ได้นะครับ:

1. รวบรวมรายการยาทั้งหมด (Brown Bag review): ทุกครั้งที่ไปพบคุณหมอตามนัด ให้นำยาทั้งหมดที่ผู้สูงอายุรับประทานอยู่ รวมถึงยาสมุนไพร อาหารเสริม วิตามิน และยาที่ซื้อกินเอง ไปให้คุณหมอและเภสัชกรประจำคลินิกตรวจสอบร่วมด้วยเสมอครับ

2. ร่วมสื่อสารและซักถามอย่างสร้างสรรค์: เราสามารถปรึกษาคุณหมอเจ้าของไข้ด้วยคำถามเปิด เช่น "ยาตัวนี้ยังมีความจำเป็นในปัจจุบันหรือไม่ครับ?" หรือ "มีรายการยาใดที่สามารถพิจารณาปรับลดขนาดหรือหยุดใช้ได้บ้างไหมครับ?" เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในการรักษาครับ

3. ปรึกษาเภสัชกรประจำสถานพยาบาล: ใช้ประโยชน์จากบริการคลินิกเภสัชกรรมหรือเภสัชกรประจำโรงพยาบาลในการช่วยตรวจสอบแนวโน้มการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา และการจัดเตรียมแผนการทานยาที่ไม่สับสนครับ

4. มีแพทย์ผู้ดูแลหลักเป็นศูนย์กลาง: หากเป็นไปได้ ควรจัดสรรให้มีอายุรแพทย์โรคผู้สูงอายุ (Geriatrician) หรือแพทย์ประจำตัวหลักเพียงท่านเดียว เป็นผู้ทำหน้าที่บูรณาการและอนุมัติรายการยาทั้งหมด แทนการรับยาจากหลายเฉพาะทางแยกส่วนกันโดยไม่มีผู้ตรวจภาพรวมครับ

5. เฝ้าระวังอาการสัญญาณเตือน: หากผู้สูงอายุมีอาการง่วงซึมผิดปกติ วิงเวียนศีรษะขณะลุกยืน สับสนเฉียบพลัน หกล้มบ่อยครั้ง หรือท้องผูกรุนแรง ควรรีบนำรายการยาทั้งหมดเข้าปรึกษาคุณหมอทันทีนะครับ เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการได้รับยาเกินขนาดหรือผลข้างเคียงจากยาครับ


เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทางวิชาการและสร้างความตระหนักรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์หรือการวินิจฉัยโรค ห้ามปรับลดหรือหยุดยาด้วยตนเองโดยพลการนะครับ กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาหรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการปรับเปลี่ยนการดูแลรักษาใด ๆ เสมอครับ


แหล่งอ้างอิง

  1. Polypharmacy among Older Adults in Outpatient Clinic, Internal Medicine Department, Ramathibodi Hospital — Thai Journal of Toxicology https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ThaiJToxicol/article/view/243627

  2. Prevalence of multimorbidity and polypharmacy among adults and older adults: a systematic review — The Lancet Healthy Longevity (2024) https://www.thelancet.com/journals/lanhl/article/PIIS2666-7568(24)00007-2/fulltext

  3. Prevalence of Polypharmacy in Elderly Population Worldwide: A Systematic Review and Meta-Analysis — Pharmacoepidemiology and Drug Safety (2024) https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39135518/

  4. Medication Safety in Polypharmacy — Technical Report — World Health Organization (2019) https://www.who.int/docs/default-source/patient-safety/who-uhc-sds-2019-11-eng.pdf

  5. The relation between polypharmacy and medication non-adherence in elderly patients with non-communicable diseases — International Journal of Community Medicine and Public Health (2025) https://www.ijcmph.com/index.php/ijcmph/article/view/13879

  6. Polypharmacy and deprescribing among geriatric patients — ScienceDirect (2025) https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2667032125000411

  7. Deprescribing interventions in older adults: An overview — PMC (2024) https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11182547/

  8. Prevalence of potentially inappropriate medication among older patients in a primary care unit of a tertiary care hospital in Thailand — PMC (2025) https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12121601/

  9. How Thailand Is Adapting To An Aging Society In 2026 — Chiang Rai Times https://www.chiangraitimes.com/lifestyles/thailands-aging-society/


แบ่งปันบทความนี้

หากคุณเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ สามารถส่งต่อให้คนที่คุณรักได้เลยครับ

Taxi Support

โรสวูด อพาร์ทเม้นท์ เลขที่ 658 ซอยศรีด่าน 3 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

Open in Google Maps
EN