กลับไปหน้าบทความ

เจาะเลือดคัดกรองอัลไซเมอร์: นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยค้นพบสมองเสื่อมแฝงล่วงหน้าก่อนเริ่มมีอาการ

24 พฤษภาคม 2569
เจาะเลือดคัดกรองอัลไซเมอร์: นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยค้นพบสมองเสื่อมแฝงล่วงหน้าก่อนเริ่มมีอาการ

เมื่อพูดถึงโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) หรือภาวะสมองเสื่อม (dementia) สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่การสูญเสียความทรงจำครับ แต่คือ "เวลา" กว่าที่ผู้ป่วยหรือครอบครัวจะสังเกตเห็นอาการ เช่น หลงลืมทิศทาง สับสนเวลา หรืออารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง และพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เนื้อสมองก็มักจะถูกทำลายไปแล้วเป็นบริเวณกว้าง ทำให้การรักษาในปัจจุบันทำได้เพียงประคับประคองอาการเท่านั้น

แต่ในช่วงปี 2568–2569 วงการแพทย์ระดับโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ให้ความหวังใหม่แก่เราครับ นั่นคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเจาะเลือดเพื่อตรวจหา สารบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือด (blood-based biomarkers) ซึ่งเปิดความเป็นไปได้ใหม่ในการตรวจหาพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์ในร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่อาการหลงลืมจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้ยังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และในปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ใช้คัดกรองคนทั่วไปที่ไม่มีอาการหรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงครับ

สิ่งที่น่ายินดีไปกว่านั้นคือ นวัตกรรมระดับโลกนี้ไม่ได้อยู่ไกลตัวคนไทยเลยครับ เพราะในปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเทคโนโลยีนี้มาให้บริการตรวจคัดกรองแก่คนไทยแล้ว บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการตรวจเลือดนี้ ความแม่นยำ ข้อจำกัด และแนวทางปฏิบัติจริงในการดูแลสมองของตัวเราและคนที่เรารักครับ


การตรวจเลือดคัดกรองอัลไซเมอร์ทำงานอย่างไร?

กระบวนการเกิดโรคอัลไซเมอร์ in สมองนั้นใช้เวลาก่อตัวนานนับทศวรรษครับ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการสะสมของโปรตีนผิดปกติสองชนิดในสมอง ชนิดแรกคือ โปรตีนอะไมลอยด์เบตา (amyloid-beta) ที่ก่อตัวเป็นปื้นเกาะอยู่ภายนอกเซลล์ประสาท และชนิดที่สองคือ โปรตีนฟอสโฟทาว (phosphorylated tau หรือ p-tau) ที่บิดเกลียวอยู่ภายในเซลล์ประสาทจนทำให้เซลล์เสื่อมสภาพและตายไปในที่สุด

ในอดีต การที่แพทย์จะตรวจพบโปรตีนผิดปกติเหล่านี้ได้จำเป็นต้องใช้วิธีที่ซับซ้อน เจ็บตัว และมีค่าใช้จ่ายสูงมากครับ ได้แก่ การเจาะน้ำไขสันหลัง (lumbar puncture) เพื่อนำน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลังไปตรวจวิเคราะห์ หรือ การตรวจภาพถ่ายสมองด้วยเพทสแกน (Positron Emission Tomography หรือ PET scan) ซึ่งต้องฉีดสารรังสีและมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นถึงแสนบาท ทำให้การตรวจเหล่านี้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่เท่านั้น

แต่ด้วยนวัตกรรมการตรวจเลือดล่าสุด นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาเครื่องมือตรวจวัดระดับโปรตีนทาวในเลือด โดยเฉพาะชนิดที่เรียกว่า p-tau217 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของโปรตีนทาวที่มีความจำเพาะสูงต่อโรคอัลไซเมอร์ เมื่อสมองเริ่มมีความเสียหาย โปรตีน p-tau217 จะเล็ดลอดผ่านด่านกั้นระหว่างกระแสเลือดและสมองออกมาอยู่ในกระแสเลือดในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันมีความไวสูงพอที่จะตรวจจับและวัดค่าโปรตีนนี้ได้อย่างแม่นยำจากเลือดเพียง 10 ซีซีเท่านั้นครับ


ความแม่นยำสูงจนแพทย์ระดับโลกยอมรับ

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า การเจาะเลือดซึ่งดูเป็นวิธีที่ง่ายและเบสิกมาก จะสามารถให้ผลตรวจที่เชื่อถือได้จริงหรือ?

คำตอบคือ เชื่อถือได้สูงมากครับ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำอย่าง JAMA Neurology เมื่อปี 2567 (Ashton และคณะ) พบว่าการตรวจวัดระดับโปรตีน p-tau217 ในเลือดด้วยชุดตรวจที่มีจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ให้ความแม่นยำในการบ่งชี้พยาธิสภาพอะไมลอยด์ในสมองได้ใกล้เคียงกับการตรวจน้ำไขสันหลัง โดยมีค่าพื้นที่ใต้กราฟ (AUC) สูงถึง 0.92–0.96

แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือเมื่อนำการตรวจเลือดนี้ไปใช้ในระบบที่เรียกว่า "กระบวนการตรวจแบบสองขั้นตอน" (two-step workflow) ครับ โดยแพทย์จะใช้การตรวจเลือดเป็นด่านแรกเพื่อจัดกลุ่มความเสี่ยงของผู้ป่วย หากผลเลือดชี้ชัดว่ามีความเสี่ยงสูงมากหรือต่ำมาก ก็สามารถสรุปผลได้ทันที แต่หากผลก้ำกึ่งอยู่ในช่วงกลาง (intermediate zone) จึงค่อยส่งตรวจยืนยันด้วยการเจาะน้ำไขสันหลังหรือทำเพทสแกนเพิ่มเติม งานวิจัย in Nature Aging ปี 2566 (Brum และคณะ) พบว่าแนวทางนี้ให้ความแม่นยำโดยรวมราว ร้อยละ 88–92 และช่วยลดความจำเป็นในการตรวจที่แพงและเจ็บตัวอย่างเพทสแกนหรือการเจาะน้ำไขสันหลังลงได้ประมาณ ร้อยละ 60–80 ครับ ทั้งนี้มีข้อแลกเปลี่ยนที่ควรเข้าใจคือ ยิ่งลดจำนวนการตรวจยืนยันได้มากเท่าใด ความแม่นยำโดยรวมก็จะลดลงเล็กน้อยตามไปด้วย (เช่น หากต้องการลดการตรวจยืนยันได้ถึงราวร้อยละ 80 ความแม่นยำจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 88 ส่วนการคงความแม่นยำไว้ที่ราวร้อยละ 91 จะลดการตรวจยืนยันได้ประมาณร้อยละ 73)

นอกจากนี้ งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ใน Nature Medicine เมื่อต้นปี 2569 (Petersen และคณะ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน) ยังพัฒนาแบบจำลองที่เรียกว่า "นาฬิกาชีวภาพ" (clock model) ซึ่งอาศัยการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับ %p-tau217 ในเลือดตามช่วงเวลา เพื่อประเมินว่าผู้ที่ยังไม่มีอาการมีแนวโน้มจะเริ่มแสดงอาการของภาวะสมองเสื่อมเมื่อใด โดยทำนายกรอบเวลาได้ค่อนข้างแคบ มีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยเพียงประมาณ 3–4 ปี ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการวางแผนการรักษา การใช้ชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว และการออกแบบงานวิจัยเชิงป้องกันในอนาคตครับ

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2568 สมาคมอัลไซเมอร์แห่งสหรัฐอเมริกา (Alzheimer's Association) จึงได้ออกแนวทางเวชปฏิบัติฉบับแรกสำหรับการใช้สารบ่งชี้ชีวภาพในเลือด โดยแนะนำว่า สำหรับผู้ป่วย ที่มีอาการบกพร่องทางการรู้คิดอยู่แล้ว (เช่น ภาวะ MCI หรือสมองเสื่อม) และเข้ารับการตรวจ in สถานพยาบาลเฉพาะทาง การตรวจเลือดที่มีความไว (sensitivity) ตั้งแต่ร้อยละ 90 ขึ้นไป และ ความจำเพาะ (specificity) ตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป สามารถใช้เป็น "เครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น" (triage) เพื่อช่วยตัดผู้ที่ไม่น่ามีพยาธิสภาพออกได้ ส่วนการตรวจที่มีทั้งความไวและความจำเพาะตั้งแต่ร้อยละ 90 ขึ้นไป จึงจะใช้แทนการทำเพทสแกนหรือเจาะน้ำไขสันหลังได้ อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ย้ำว่าผลคัดกรองที่เป็นบวกควรได้รับการตรวจยืนยันเสมอ และแนวทางนี้ยัง ไม่ครอบคลุม การนำไปใช้คัดกรองคนทั่วไปที่ยังไม่มีอาการครับ


ข่าวดีสำหรับคนไทย: บริการตรวจเลือดคัดกรองที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

สำหรับท่านที่สนใจตรวจคัดกรอง ในประเทศไทยเรามีศูนย์วิจัยและให้บริการที่มีมาตรฐานระดับสากลรองรับแล้วครับ นั่นคือ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทางศูนย์ฯ ได้พัฒนาและเปิดให้บริการเจาะเลือดเพื่อคัดกรองภาวะสมองเสื่อมแฝงหรืออัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นแก่ประชาชนทั่วไป โดยผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างคนไทยพบว่าการตรวจเลือดคัดกรองของศูนย์ฯ มีความแม่นยำสูงถึง ร้อยละ 88 ซึ่งใกล้เคียงกับเทคนิคที่ใช้ in ต่างประเทศครับ

การตรวจนี้มีข้อดีที่โดดเด่นหลายประการครับ:

  1. สะดวกและปลอดภัย: ใช้การเจาะเลือดบริเวณข้อพับแขนเพียง 10 ซีซี เหมือนการตรวจสุขภาพทั่วไป
  2. ไม่ต้องเตรียมตัวซับซ้อน: ผู้เข้ารับการตรวจ ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหาร ก่อนเจาะเลือด สามารถทานอาหารเช้ามาได้ตามปกติ
  3. ลดค่าใช้จ่าย: ช่วยให้คัดกรองเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าตรวจภาพถ่ายสมองหลักหมื่นหรือแสนบาท

สำหรับขั้นตอนการเข้ารับการตรวจ ทางศูนย์ฯ กำหนดว่าการเจาะเลือดจะต้องทำควบคู่ไปกับการทำ แบบประเมินสมรรถภาพสมอง (cognitive assessment) และแปลผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมด้วยเสมอครับ เพื่อป้องกันความสับสนในการตีความผลตรวจ

ท่านที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://trceid.org ครับ


ข้อจำกัดสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจตรวจ

แม้ว่าการเจาะเลือดตรวจอัลไซเมอร์จะเป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้น แต่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างออกมาเน้นย้ำถึงข้อจำกัดสำคัญที่ผู้ตรวจทุกคนต้องทำความเข้าใจให้รอบด้าน ดังนี้ครับ:

  • ผลเลือดบวก ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคสมองเสื่อมในวันนี้: การตรวจพบสารโปรตีน p-tau หรืออะไมลอยด์ในเลือดในระดับสูง หมายถึงร่างกายเริ่มมี "พยาธิสภาพ" หรือรอยโรคของอัลไซเมอร์ก่อตัวขึ้นแล้ว แต่ผู้ตรวจอาจจะยังสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และมีความจำที่ดีได้อีกหลายปี การแปรผลจึงต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผนป้องกัน ไม่ใช่ตื่นตระหนก
  • ไม่แนะนำสำหรับการซื้อตรวจเองทั่วไป: สมาคมอัลไซเมอร์และผู้เชี่ยวชาญยังคงไม่แนะนำให้ใช้ชุดตรวจเลือดนี้เป็นสินค้าพาณิชย์ที่ประชาชนซื้อตรวจเองโดยตรง (Direct-to-Consumer) หรือใช้ตรวจในคนที่ไม่มีอาการและไม่มีความเสี่ยงใดๆ เพราะหากขาดการแปลผลที่ถูกต้องอาจสร้างความกังวลใจโดยไม่จำเป็น
  • ปัจจัยรบกวนอื่นๆ: ระดับของโปรตีนในเลือดอาจได้รับอิทธิพลจากโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคไตเรื้อรัง หรือการทำงานของตับที่ผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าที่วัดได้มีความคลาดเคลื่อน แพทย์จึงจำเป็นต้องประเมินประวัติสุขภาพโดยรวมร่วมด้วยเสมอครับ

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการดูแลสมอง

หากท่านหรือคนในครอบครัวเริ่มมีความกังวลเรื่องความจำ หรือพิจารณาจะเข้ารับการตรวจคัดกรอง นี่คือข้อแนะนำเชิงปฏิบัติครับ:

  • ควรทำ: สังเกตอาการหลงลืมที่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตประจำวัน เช่น หลงลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่นาที ถามคำถามเดิมซ้ำๆ หลายครั้ง หรือสับสนในสิ่งเคยทำเป็นประจำ หากมีอาการเหล่านี้ ควรจดบันทึกและพาไปพบแพทย์เฉพาะทางระบบประสาทหรือเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ
  • ควรทำ: เน้นการป้องกันผ่านวิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) แม้จะยังไม่ตรวจเลือดหรือผลเลือดเป็นปกติ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับที่มีคุณภาพ 7-8 ชั่วโมง และการทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และน้ำมันมะกอก) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้จริง
  • ไม่ควรทำ: ซื้อวิตามิน อาหารเสริม หรือยาบำรุงสมองมารับประทานเองโดยหวังว่าจะช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งเพียงพอว่าอาหารเสริมทั่วไปสามารถป้องกันหรือรักษาโรคนี้ได้จริง
  • ไม่ควรทำ: ละเลยโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง เพราะโรคเหล่านี้ทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กในสมองโดยตรง และเป็นสาเหตุสำคัญร่วมที่ทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น

สุดท้ายนี้ การเจาะเลือดตรวจอัลไซเมอร์เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยให้เรา "รู้ตัวก่อนสาย" เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและวางแผนการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ แต่หัวใจสำคัญของการมีสมองที่แข็งแรงยังคงอยู่ที่การดูแลสุขภาพกายและใจในทุกๆ วันครับ


เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการดูแลสุขภาพของท่าน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Ashton NJ, Brum WS, Di Molfetta G, et al. "Diagnostic Accuracy of a Plasma Phosphorylated Tau 217 Immunoassay for Alzheimer Disease Pathology." JAMA Neurology. 2024;81(3):255–263. doi:10.1001/jamaneurol.2023.5319. https://jamanetwork.com/journals/jamaneurology/fullarticle/2813751 — พิสูจน์ว่าการตรวจ p-tau217 ในเลือดให้ความแม่นยำใกล้เคียงการตรวจน้ำไขสันหลัง
  2. Brum WS, Cullen NC, Janelidze S, et al. "A two-step workflow based on plasma p-tau217 to screen for amyloid β positivity with further confirmatory testing only in uncertain cases." Nature Aging. 2023;3(9):1079–1090. doi:10.1038/s43587-023-00471-5. https://www.nature.com/articles/s43587-023-00471-5 — ที่มาของตัวเลขความแม่นยำและการลดการตรวจยืนยันในระบบสองขั้นตอน
  3. Petersen KK, Milà-Alomà M, Li Y, et al. "Predicting onset of symptomatic Alzheimer's disease with plasma p-tau217 clocks." Nature Medicine. 2026. doi:10.1038/s41591-026-04206-y. https://www.nature.com/articles/s41591-026-04206-y — แบบจำลองนาฬิกาชีวภาพทำนายช่วงเวลาเริ่มแสดงอาการ คลาดเคลื่อนราว 3–4 ปี
  4. Palmqvist S, Whitson H, Allen LA, … Hansson O, et al. "Clinical practice guideline for blood-based biomarkers in the diagnostic workup of Alzheimer's disease within specialized care settings: A report from the Alzheimer's Association." Alzheimer's & Dementia. 2025. doi:10.1002/alz.70535. https://alz-journals.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/alz.70535 — แนวทางเวชปฏิบัติฉบับแรกของสมาคมอัลไซเมอร์
  5. ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. "แพทย์จุฬาฯ พัฒนาเทคนิคตรวจภาวะสมองเสื่อมแฝง หวังชะลออัลไซเมอร์ยามสูงวัย." จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. https://www.chula.ac.th/highlight/93245/ — แหล่งที่ระบุความแม่นยำ 88% และรายละเอียดบริการ (เจาะ 10 ซีซี ไม่ต้องงดน้ำ/อาหาร) ส่วนข้อมูลห้อง 912 อาคาร อปร อ้างอิงจาก https://www.chula.ac.th/news/84290/

แบ่งปันบทความนี้

หากคุณเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ สามารถส่งต่อให้คนที่คุณรักได้เลยครับ

Taxi Support

โรสวูด อพาร์ทเม้นท์ เลขที่ 658 ซอยศรีด่าน 3 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

Open in Google Maps
EN